การเลือกขนาดหม้อแปลงไฟฟ้า (kVA) เป็นการตัดสินใจที่ส่งผลต่อทั้งความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย และอายุการใช้งานของระบบไฟฟ้าทั้งหมด หม้อแปลงที่เล็กเกินไปจะทำงานเกินพิกัด ร้อนจัด และเสื่อมสภาพเร็ว ส่วนหม้อแปลงที่ใหญ่เกินความจำเป็นหมายถึงเงินลงทุนและค่าสูญเสียพลังงานที่สูงโดยไม่จำเป็น
เริ่มจากประเมินโหลดรวม
รวบรวมรายการอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จะใช้งานพร้อมกัน ทั้งแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ และเครื่องจักร แล้วคำนวณกำลังไฟฟ้ารวมเป็นกิโลวัตต์ (kW) จากนั้นแปลงเป็น kVA โดยหารด้วยค่าตัวประกอบกำลัง (Power Factor) ของระบบ ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 0.8
เผื่อขยายในอนาคต แต่อย่าเผื่อเกิน
แนวปฏิบัติทั่วไปคือเลือกหม้อแปลงให้โหลดใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 70–80% ของพิกัด เพื่อให้มีระยะเผื่อสำหรับโหลดที่เพิ่มขึ้นในอนาคตและช่วงกระแสกระชากตอนสตาร์ทมอเตอร์ หากวางแผนขยายโรงงานหรือเพิ่มเครื่องจักรใน 3–5 ปีข้างหน้า ให้นำโหลดส่วนนั้นมารวมในการคำนวณตั้งแต่แรก
ปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา
นอกจากขนาด kVA แล้ว ยังต้องเลือกประเภทหม้อแปลงให้เหมาะกับสถานที่ติดตั้ง เช่น แบบแห้ง (Dry Type) สำหรับภายในอาคาร หรือแบบถังปิดผนึก (Hermetically Sealed) ที่ลดภาระการบำรุงรักษา รวมถึงระดับแรงดันด้านรับไฟและจ่ายไฟที่ต้องตรงกับระบบของการไฟฟ้าในพื้นที่
ส่งรายการโหลดหรือแบบไฟฟ้าของโครงการมาให้ทีมวิศวกรของเราประเมินได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง
ปรึกษาฟรี